Wednesday, 18 June 2014

ซื้ออะไรให้สมองลูกดี



สมมติว่า เรามีงบ 1 หมื่นบาทสำหรับซื้อของเล่น หรืออุปกรณ์พัฒนาฝึกสมองให้กับลูก เราจะซื้ออะไรดี
สมมติว่า เรามีงบ 1 หมื่นบาทสำหรับซื้อของเล่น หรืออุปกรณ์พัฒนาฝึกสมองให้กับลูก เราจะซื้ออะไรดี...
หนูดีโดนคำถามนี้บ่อยค่ะ อาจจะไม่ได้ตั้งงบมาให้ แต่เป็นการถามว่า “จะซื้อของเล่นอะไรให้ลูกดี ลูกถึงจะเป็นอัจฉริยะ” อันดับแรกเราคงต้องย้อนกลับไปดูนิยามคำว่า อัจฉริยะ ของแต่ละคนกันก่อน เพราะเราแต่ละคนมีนิยามคำนี้ไม่เหมือนกันแน่ๆ ก็คล้ายๆ กับคำว่า “รัก” นะคะ แต่ละคนก็นิยามแตกต่างกันไป ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกันได้ ก็ต้องให้แน่ใจก่อนว่า เรานิยามเหมือนๆ กัน

สำหรับหนูดีเอง คำนิยามนั้นอยู่ในหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” นั่นก็คือ อัจฉริยภาพของคนมีหลายด้าน และทุกคนมีแล้วในตัว ปัญหาคือ สำหรับหลายๆ คน มันซ่อนอยู่และไม่โชว์ตัวออกมาเป็นศักยภาพที่จับต้องได้เสียที 

ตรงนี้ล่ะค่ะที่พ่อแม่และโรงเรียนจะต้องมีบทบาทเข้ามาพัฒนาเด็กๆ ร่วมกัน เพื่อให้เขาแสดงออกมาให้กับโลกภายนอกมองเห็นได้ แต่สำหรับหนูดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด “อัจฉริยภาพ” คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระดับเด็กๆ ที่แย่งของเล่นกัน หรือปัญหาระดับชาติ สิ่งนี้พัฒนาไปตามวัย และปัญหาก็ยากง่ายซับซ้อนขึ้นไปตามอายุของเราที่โตขึ้นมา

ดังนั้น การเลือกของเล่นพัฒนาสมอง มีกฎหลักๆ 3 ข้อสำหรับหนูดีค่ะ

1. พ่อแม่ คือของเล่นราคาแพงที่สุดของลูก หากของเล่นชิ้นไหน พ่อแม่เล่นด้วยได้ พูดคุยสอนลูกไปด้วยได้ของเล่นชิ้นนั้นจะนับว่าได้คะแนนสูง

2. ของเล่นต้อง “ไม่คิดมาให้เด็กแล้วทั้งหมด” นั่นก็คือ หากเป็นของเล่นที่ซับซ้อน มีการคิดกระบวนการเล่นไว้แล้วเสร็จสรรพ เด็กไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เล่นไปให้จบตามที่คนออกแบบของเล่นกำหนดไว้ ก็เพียงพอแล้ว อันนี้ ไม่สนับสนุนค่ะ เพราะจะเป็นการฝึกให้ลูกเราไม่ต้องคิด ฝึกให้เป็นผู้ตามอย่างเดียว ของเล่นมันสร้างสรรค์เกินจนกลายเป็นผู้นำของเด็กโดยไม่เจตนา สังเกตว่าของเล่นแพงๆ มักอยู่ในกลุ่มนี้ค่ะ แถมมักจะเป็นกลุ่มเสียบปลั๊กใช้ไฟฟ้าด้วย เช่น เกมวิดีโอต่างๆ หรือเกมที่มีการเริ่มต้น กลาง จบที่ชัดเจน

3. ระลึกไว้เสมอว่าของเล่นที่ดีคือ “เป็นของเล่นแค่ 10% ส่วนอีก 90% ต้องเป็นจินตนาการของลูก”เพราะจะฝึกให้เด็กได้ออกแบบวิธีเล่นเอง คิดและสร้างสรรค์เอง ของเล่นประเภทนี้จะดูบ้านๆ มาก ราคาไม่แพง เช่น กิ่งไม้ ใบตอง เครื่องครัวดินเผา ม้าก้านกล้วย สาคู ถ้วยตวง หุ่นนิ้วมือ หุ่นมือ โรงหุ่นทำจากลังกระดาษ ลังกระดาษเปล่าๆ ฯลฯ หรือถ้าจะเล่นให้หรูขึ้นมาหน่อย ก็คือ ไม้บล็อคแบบไม้จริง อันนี้ หนูดียินดีให้ทุ่มทุนไปเลยค่ะ ซื้อมาหลายๆ เซ็ตแล้วให้ห้องเด็กเป็น “ห้องบล็อค” ไปห้องหนึ่งเลย ไม่ต้องรื้อแต่ให้เขาสร้างเพิ่มไปเรื่อยๆ ไม้บล็อคช่วยสร้างกระบวนการคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะทักษะคณิตศาสตร์ เด็กที่เล่นบล็อคมาเยอะจะเข้าใจคอนเซปต์คณิต โดยเฉพาะเรื่องรูปทรงและปริมาตรเร็วมากจนน่าทึ่ง อีกสิ่งที่เล่นได้ดีไม่แพ้บล็อคคือ เลโก้ ต้องขอคารวะคนคิดค่ะ วิธีการเลือกง่ายดาย ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร ยิ่งต้องเลือกของเล่นหรือพู่กัน ดินสอ แปรง ที่อันใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง ดังนั้น มีบล็อคและเลโก้เท่านั้น ที่เป็นของแพงแล้วมาอยู่ใน Category ของเล่นที่น่าเลือกลงทุนค่ะ

นี่คือ คำแนะนำสำหรับเด็กเล็กในวัยอนุบาล ซึ่งในการพัฒนาสมองเด็กวัยนี้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ไม่ควรให้เด็กมาเล่นเกมในมือถือของพ่อแม่ อย่าเห็นว่าน่ารักหากลูกวัยอนุบาลรับมือกับหน้าจอเป็น เล่นเกมนี้เกมนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะหน้าจอกับเด็กเล็กไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรกัน สมองของเด็กจำเป็นต้องได้เรียนรู้จากของ “สามมิติ” คือ จับต้องได้ มีรูปทรง ไม่ใช่ของในหน้าจอ 

ส่วนวัยพี่ประถมนั้น หากมีงบ 1 หมื่น หนูดีจะลงทุน “ซื้อหนังสือ” ค่ะ แน่นอนว่า ในปัจจุบัน เราดาวน์โหลดในหน้าจอได้ แต่การอ่านหนังสือจากหน้าจอนั้นทำร้ายดวงตากว่าที่เราคิด แม้จะมีการโฆษณาว่า หน้าจอรุ่นใหม่ถนอมสายตาอย่างไรก็ตาม คนขายของก็ต้องบอกว่า ของเขาดีอยู่แล้ว แต่สำหรับหนูดีแล้ว สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัยต่อเนื่องเกิน 10 ปีขึ้นไป ก็ขอไม่เชื่อถือไว้ก่อน เพราะไม่อยากเป็นหนูทดลอง

วันนี้ หากเราเป็นพ่อแม่วัยอนุบาล ลองมองหาของเล่นที่เป็นของเล่นแค่ “10%” ดูนะคะ ส่วนพี่ประถม หากพ่อแม่มีงบไม่เกิน 1 หมื่นก็มองหนังสือดีๆ เป็นตัวเลือกแรกๆ แล้วคุณจะไม่ผิดหวังค่ะ


โดย : คอลัมน์ฉลาดสุขกับหนูดี

Tuesday, 17 June 2014

รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับ Learning Disabilities

Learning Disabilities (LD)    หรือ ความบกพร่องในการเรียนรู้ อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในประเทศไทย เนื่องจากเพิ่งจะเป็นที่ยอมรับและเริ่มมีการศึกษาและได้รับความสนใจเมื่อไม่นานมานี้เอง ในขณะที่ในหลายประเทศมีการออกกฏหมายและพัฒนาหลักสูตรการเรียน เพื่อรองรับเด็กๆกลุ่มนี้อย่างจริงจังกันมานานแล้ว

ปัญหาของเด็กแอลดีเป็นความบกพร่องที่ซ่อนเร้น คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าลูกมีความเฉลียวฉลาดปกติเหมือนเด็กทั่วไป เด็กบางคนช่างพูดช่างเจรจา เด็กบางคนช่างสังเกตุ แต่ลูกกลับมีปัญหาในการเรียนภาคปกติ ในหลายๆ ด้านช้ากว่าเพื่อนที่มีอายุเท่ากัน ทั้งๆ ที่เพื่อนอาจมี สติปัญญาเท่ากันหรือต่ำกว่า ในเด็กบางรายอาจมีไอคิวสูงมากกว่าเด็กปกติด้วยซ้ำ การบกพร่องในการเรียนรู้มิได้เกิดจากความเกียจคร้าน การขาดเรียน มีความพิการ หรือปัญหาทางอารมณ์ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการทำงานของสมองและพันธุกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขณะที่เด็กยังเติบโตอยู่ในครรภ์ หรือจากการบาดเจ็บระหว่างคลอด หรือหลังคลอด สมองและระบบประสาทส่วนกลางยังทำงานได้ดีเป็นส่วนมาก มีบางส่วนเท่านั้นที่มีความบกพร่องไปบ้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของเด็กเนื่องจากการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้) 

ในบทความนี้ อีพีอีซี่จะขออนุญาติกล่าวถึง LD ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนของเด็กๆในการศึกษา ตามนี้นะคะ

                LD ด้านการเขียนและสะกดคำ  Dysgraphia

               LD ด้านการอ่าน  Dyslexia

             LD ด้านการคำนวณ  Dyscalculia

       LD หลายๆ ด้านร่วมกัน                                    

                                                                                  




ลักษณะของเด็ก LD  ประเภทการเขียน

  •        ใช้สายตาในการจดจำสิ่งของไม่ได้ หรือได้ไม่ดี เด็กอาจบอกได้ว่าภาพที่อยู่บนกระดานคือภาพอะไร แต่พอครูหยิบภาพออกไปให้พ้นสายตา เด็กจะจำภาพนั้นไม่ได้และบอกไม่ได้ว่าภาพที่เห็นเมื่อครู่คือภาพอะไร
  •        เขียนไม่เป็นคำ อาจเป็นลายเส้น  ขีดวนๆ ซ้ำๆ แต่อ่านไม่ได้
  •         เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
  •        เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-นภ-ถด-คพ-ผ, b-d, p-q, 6-9
  •       เขียนพยัญชนะ ก-ฮ หรือ A-Z ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
  •      เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
  •            รูปของตัวอักษรที่เขียนอาจไม่แน่นอน ตัวอักษรที่เด็กเขียนแต่ละครั้งอาจมีรูปทรงที่แตกต่างกันไป
  •         บางรายอาจมีปัญหาในการผูกเชือกรองเท้าหรือใช้มือหยิบจับสิ่งของ
ความบกพร่องทางการเขียนนี้ ไม่รวมไปถึงปัญหาของเด็กที่เขียนคำยากไม่ได้ อันเนื่องมาจากการที่เด็กไม่ตั้งใจเรียน เด็กขาดเรียนบ่อย หรือขี้เกียจอ่านหรือเขียนหนังสือ การที่ไม่ส่งงานที่ครูมอบหมายให้ทำ เป็นต้น




ลักษณะของเด็ก LD ประเภทการอ่าน

  •   จำอักษรไม่ได้ ทำให้อ่านเป็นคำไม่ได้
  •  จำอักษรได้บ้าง แต่อ่านเป็นคำไม่ได้ อ่านคำโดยสลับตัวอักษร เช่น กบ เป็น บก มอง เป็น ของ ยอด เป็น ดอย กาบ เป็น บาก เป็นต้น
  • ระดับความสามารถในการอ่านต่ำกว่านักเรียนอื่นในชั้นเรียนเดียวกัน
  • สามารถเข้าใจภาษาได้ดี หากเด็กฟังหรือมีคนอ่านหนังสือให้ฟัง ให้อ่านเองเด็กจะอ่านไม่ได้ อ่านไม่เข้าใจหรือจับใจความไม่ได้
  • ไม่เข้าใจว่าตัวอักษรใดมาก่อน มาหลังตัวอักษรใดอยู่ซ้ายหรือขวา
  • ไม่สามารถแยกเสียงสระในคำได้ เช่น แมลง อ่านว่า แม – ลง หรือ มะ – แลง – ลง
  • ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้    

ลักษณะของเด็ก LD ประเภทการคำนวณ

  • ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด
  • นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
  •  ไม่เข้าใจความหมายของตัวเลขที่นำมาเรียงกันในทางคณิตศาสตร์ การเรียงตัวเลขต่างกัน มีความหมายต่างกัน มีความหมายต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น    10 กับ 01 / 32 กับ 23 / 51 กับ 15
  • ตีโจทย์เลขไม่ออก
  • คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
  • ไม่สามารถจำแนกวัสดุที่มีขนาดต่างกันที่กองรวมกันอยู่ได้
  • ไม่เข้าใจความหมายการชั่ง การตวง การวัด
  • ไม่เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ เช่น ไม่เข้าใจว่า
        เครื่องหมาย + แปลว่า เพิ่มขึ้น มากขึ้น
        เครื่องหมาย - แปลว่า ลดลง น้อยลง
        เครื่องหมาย × แปลว่า ทวีคูณ เป็นต้น



คำแนะนำแก่ผู้ปกครองของเด็ก  LD
  • พยายามใจเย็นๆ เมื่อคุณฟังลูกพูดหรือรอเด็กเขียน เพราะลูกอาจจะพูดหรือเขียนได้ไม่คล่องและต้องใช้เวลาสักนิด พ่อแม่ควรปรับความเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติจากการตำหนิมาเป็นการช่วยเหลือ
  • แจ้งให้ทางโรงเรียนหรือครูประจำชั้นรับทราบเกี่ยวกับปัญหาของลูก เพื่อที่จะได้หาแนวทางสอนที่เหมาะสม
  • แสดงความรักต่อเด็ก
  • มองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆพยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมี
  • อย่าลืมชมเมื่อเด็กทำอะไรได้ดีแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม
  • ยอมรับนับถือในตัวเด็กว่าเด็กก็เป็นบุคคลที่มีความหมายและมีสิ่งดีๆในตนเองเหมือนกัน
  • มีความคาดหวังที่เหมาะสม

  • เมื่อเด็กทำผิดเช่นเขียนผิดอ่านผิดจงอย่าบ่นช่วยเด็กแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน
  • อ่านหนังสือสนุกๆกับเด็กกระตุ้นให้เด็กถามคำถามเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็น
  • เด็ก LD บางรายที่มีปัญหาสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นต้องช่วยเด็กโดยลดสิ่งที่จะทำให้เด็กวอกแวก ให้เด็กมีที่เงียบๆ สำหรับนั่งทำงาน
  • อย่ามีของเล่นมากไปอย่าเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุขณะเด็กทำการบ้าน
  • อย่าสนใจคะแนนมากนักเพราะเด็กอาจทำคะแนนได้ไม่ดีทั้งๆที่พยายามมากแล้ว
  • ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเองอย่างมั่นคง


วิธีการช่วยเหลือเด็ก LD สำหรับครู

  • สอนเสริม ควรจัดให้เด็กเรียนในชั้นเล็กๆ หรือมีห้องพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้ายๆกัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว 
  • สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรเร่ง และจะต้องให้เหมาะกับเด็กเป็นรายๆไป เขียนแผนการเรียนรายบุคคล 
  • สอนซ้ำๆจนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละขั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น
  • สอนเด็กในช่องทางที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น เช่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ได้ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เป็นต้น
  • ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่คล่อง พ่อแม่อาจอ่านหนังสือแล้วอัดเทปไว้ให้เด็กมาเปิดฟัง ถ้าเด็กอ่านข้อสอบไม่ได้ อาจต้องขอให้คุณครูอ่านข้อสอบให้เด็กฟังเป็นพิเศษ
  • ใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย เด็กที่สับสนเกี่ยวกับตัวอักษรก็ควรฝึกโดยใช้ตัวอักษรพลาสติกให้เด็กจับต้อง เพื่อให้เรียนรู้ทางการสัมผัสด้วย เป็นต้น


เรียบเรียงบทความโดย ส่องไท เจริญรุ่งเรือง

Sources and citations : 
http://www.autisticthailand.com/
www.scholastic.com
http://th.wikipedia.org/wiki/เด็กที่มีปัญฆทางการเรียนรู้
Manorom hospital
The National Center for Learning Disabilities, New York

Tuesday, 20 May 2014

เคล็ดลับ 6 ข้อช่วยลูกให้ชอบเรียน Maths

เคยได้ยินคุณพ่อคุณแม่หลายคนบ่นว่า ทำยังไงดี ลูกไม่เก่ง Maths ให้เรียนเขาก็ไม่ชอบเอาซะเลย จะทำยังไงดี?

โดยปกติเราโน้มน้าวและสนับสนุนเด็กให้ฝึกการพูด อ่าน และเขียน ไปอย่างธรรมชาติจากกิจกรรมและการเรียนที่โรงเรียนในแต่ละวันอยู่แล้ว ในทางกลับกันสำหรับ Maths เรากลับฝากทุกอย่างไว้กับการเรียนในห้องเรียนวันละ 1 ชั่วโมง อาจจะไม่พอนะคะ เพราะการที่ลูกจะเก่ง Maths ได้นั้น อยู่ที่การฝึกฝนและได้หัดใช้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เข้าใจคอนเซ้ปของบทเรียนต่างๆได้ แต่ก่อนที่ลูกจะเก่ง Maths ได้นั้น เขาต้องมีทัศนคติที่ดีกับวิชานี้ก่อน วันนี้เลยขออนุญาติแนะนำ เคล็ดลับ 6 ข้อช่วยลูกให้ชอบเรียน Maths หวังว่าคงจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ



 1.         เป็นตัวอย่างให้แก่ลูก
คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจจะเคยมีปัญหาหรือไม่ชอบเรียน Maths เอาซะเลยในสมัยเรียน ระวังอย่าสื่อสารหรือแสดงทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับคณิตศาตร์ให้ลูกเห็น ในทางกลับกัน คุณสามารถแสดงให้เขาเห็นทัศนคติของคุณในทางที่ดีโดยแสดงให้ลูกเห็นความมั่นใจของคุณขณะที่ใช้การคำนวณต่างๆในชีวิตประจำวัน และยกตัวอย่างให้ลูกเห็นความสำคัญของการคำนวณกับสิ่งต่างๆรอบตัวเป็นต้น



2.       ช่วยเหลือและให้ลูกมีส่วนร่วมในการใช้ Mathsในชีวิตประจำวัน
สนับสนุนให้ลูกของคุณมีส่วนร่วมในการใช้ Maths นอกเหนือจากแค่การเรียนในโรงเรียน เช่นเวลาที่คุณไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตกับลูก ให้ลูกช่วยคำนวณเงินดูว่าถ้าเราซื้อนมกล่องราคาเท่านี้ ถ้าซื้อ 4 กล่องจะรวมเป็นเงินเท่าไหร่ หรือถ้าเราได้ส่วนลดจากโปรโมชั่น เราจะประหยัดเงินได้กี่บาท เวลาขับรถไปเที่ยวกัน ลองถามลูกดูว่ารถของเราวิ่งด้วยความเร็วเท่านี้ ระยะทางเท่านี้ จะใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะถึงที่หมายเป็นต้น ลองให้รางวัลเขา เวลาที่ลูกสามาถแก้โจทย์ได้ เพื่อกระตุ้นให้ลูกชอบคิดเลข และพยายามทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
 
คุณเองก็สามารถฝึกทักษะให้ลูกได้ง่ายๆจากชีวิตประจำวัน
3.    คอยสังเกตการบ้านของลูก
ปกติแล้ววัตถุประสงค์ของการบ้านก็เพื่อให้นักเรียนได้ ฝึกฝน ในการใช้ Maths ให้เป็นและคล่องขึ้นแต่การบ้านก็อาจจะไม่ใช่กิจกรรมสุดโปรดของเด็กหลายๆคนเลยค่ะ การที่คุณสังเกตและเช็คการบ้านของลูกเพื่อที่จะๆได้ช่วยจัดเวลาให้ลูกสามารถทำการบ้านได้เสร็จและไม่รู้สึกท้อก่อน ลองให้ลูกเริ่มทำการบ้านคณิตศาสตร์ในข้อที่ไม่ยากมากก่อนไปถึงข้อที่ยากที่สุดตามลำดับเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกว่าเขาสามารถทำได้ และช่วยลูกตรวจสอบคำตอบว่า ถูกหรือไม่ ลูกแก้โจทย์ได้ตรงกับคำถามหรือไม่ และจะยิ่งดีมากหากคุณสามารถช่วยตรวจสอบการบ้านให้ลูกได้อย่างสม่ำเสมอ

4.       รับทราบและเข้าใจระดับการเรียนของลูกคุณ
การเข้าใจถึงระดับทักษะในการเรียนของลูกคุณเป็นสิ่งสำคัญมาก สอบถามความเห็นเกี่ยวกับการเรียนของลูกจากครูที่โรงเรียนว่าการเรียนของลูกอยู่ในระดับไหน ลูกกำลังเรียนบทเรียนอะไรอยู่เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถช่วยเหลือลูกในการหากิจกรรมที่บ้านหรือบทเรียนเสริมที่เหมาะสมกับลูกของคุณได้ง่ายขึ้นค่ะ

5.       ให้ลูกอ่านหนังสือที่ช่วยพัฒนาด้านตรรกกะหรือมี Maths แฝงในเนื้อหา
หนังสือที่จะช่วยให้ลูกได้ฝึกฝน Maths ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือแบบฝึกหัดเลขตามที่โรงเรียนเสมอไปค่ะ มีหนังสือนิทานเด็กหลายๆเล่มที่แผงเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ตรรกกะ และการใช้การคำนวนให้เกิดประโยชน์  หรือเรื่องราวประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญที่ใช้การคำนวณเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ นอกจากนั้นคุณยังสามารถเลือกหนังสือที่เป็นเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อฝึกภาษาไปในตัวได้ด้วยหากลูกของคุณกำลังเรียนในหลักสูตร EP
 
ภาพจากหนังสือ "Amanda Bean's Amazing Dream"


6.       ทำกิจกรรมหรือเล่นเกมส์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่บ้าน

ทุกวันนี้มีเกมส์หรือของเล่นมากมายที่มีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งนอกจากเด็กๆจะได้ฝึกสมองก็ยังได้รับความสนุกสนานไปด้วยซึ่งคุณพ่อคุณแม่ สามารถเล่นกับลูกได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น โดมิโน หมากรุก หมากฮอส เกมส์เศรษฐี ของเล่นไม้พัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์เป็นต้น 

ของเล่นช่วยสอนให้เด็กเข้าใจในเรื่องการหารเศษส่วน


บทความ: ส่องไท เจริญรุ่งเรือง